รีวิวหนัง ร่างทรง เรื่องของความเชื่อและความสยองขวัญ

ร่างทรง

หลังจากที่กวาดรางวัลพร้อมกับสร้างชื่อเสียงในระดับโลกมาแล้วกับภาพยนตร์แนวสยองขวัญไทยอย่างเรื่อง ร่างทรง ผลงานการกำกับของ โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล ที่ถูกพูดถึงทั่วโลก ล่าสุดทาง Netflix ประกาศเตรียมพาความหลอนมาให้ผู้ชมได้สัมผัสอีกครั้ง ผ่านออนไลน์ในวันที่ 4 ก.พ. 2565 ที่ผ่านมา ครั้งนี้ คนรีวิวหนัง จึงไม่พลาดที่จะมารีวิวหนังเรื่องนี้กันแบบจุใจ

ร่างทรง” The medium  (2021) เป็นภาพยนตร์สยองขวัญคติชนวิทยา จากผลงานการกำกับบรรจง ปิสัญธนะกูล (จากเรื่องชัตเตอร์กดติดวิญญาณ และพี่มากพระโขนง) โดยมี นาฮงจิน  เจ้าพ่อหนังสายสยองขวัญจากประเทศเกาหลีใต้กับผลงานชิ้นโบว์แดงอย่าง The Willing และThe Chaser  มาเป็นโปรดิวเซอร์ ทำให้ความสยองขวัญยิ่งทวีคูณเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งสามารถสร้างกระแสแรกเริ่มได้ทันทีหลังจากปล่อยตัวอย่างออกมา โดยมีภาพติดตาที่สร้างความตราตรึง คือ ภาพผีที่อยู่ใต้บันไดบ้าน นอกจากนี้ ผลงานที่ผ่านมาของทั้งผู้กำกับจากฝั่งไทย รวมถึงโปรดิวเซอร์คนดังจากฟากฝั่งเกาหลี ก็สามารถการันตีความสยองขวัญของหนังได้อย่างไม่ต้องสงสัย คนรีวิวหนัง คอนเฟิร์ม!

และการก้าวรอบนี้ก็เรียกว่า เป็นบันไดก้าวแรกสู่ระดับนานาชาติของพี่โต้ง บรรจง อย่างแท้จริง เพราะการที่เขาได้รับการทาบทามให้ร่วมงานกับผู้กำกับเกาหลีชื่อดังระดับเวทีนานาชาติอย่าง นาฮงจิน ที่เคยมีผลงานแนวสยองขวัญเรื่อง “The Wailing” (2016) ยิ่งเพิ่มรสชาติความสยองชวนคิดให้น่าสนใจมากขึ้น และแน่นอนว่า ภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง ก็สามารถคว้าอันดับ 1 ในบ็อกซ์ออฟฟิศของเกาหลีมาได้ด้วยอย่างงดงามเมื่อกลางปีที่ผ่านมา พร้อมคำชื่นชมที่การันตีความโหดขนหัวลุกของหนัง แน่นอนว่านี่คือ ความภูมิใจของคนไทย คนรีวิวหนัง ก็เป็นอีกคนที่ยินดีกับความสำเร็จของหนังไทยที่เติบโตไปอีกขั้นหนึ่ง

คน รีวิวหนัง ขอเริ่มรีวิวเรื่อง ร่างทรง” The medium กันที่เรื่องย่อ ร่างทรง ที่เปิดด้วยเรื่องราวของความเชื่อทางไสยศาสตร์ท้องถิ่นทางภาคอีสานของไทย โดยหนังจะโฟกัสที่ครอบครัวหนึ่งที่เชื่อในเรื่องเทพเจ้าที่เคารพบูชา และทำหน้าที่เป็นร่างทรงแบบสืบทอดกันมา แต่ปรากฏว่า พวกเขากับต้องเผชิญหน้ากับดวงวิญญาณและภูติผีที่แปลกประหลาดที่พยายามเข้ามาสิงสู่ในร่างของ มิ้งค์ หลานสาวของครอบครัว และเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อาจทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนแนวคิดความเชื่อไปตลอดกาล (แค่คำโปรย ก็ทำเอาคนรีวิวหนัง อยากดูแล้ว)

ถ้าให้คิดว่าอะไรที่ นาฮงจิน ส่งผลด้านดีต่อหนังเรื่อง ร่างทรง ที่กำลังรีวิวหนังอยู่ในขณะนี้ นอกจากโครงเรื่องตั้งต้นที่เดิมเขาตั้งใจไว้ทำ “The Wailing” ภาค 2 นั่นก็คือ แนวทางการสร้างฉากและบรรยากาศของหนัง ที่กลิ่นฝนชื้นในชนบทดูเยือกเย็น ชวนเร้นลับ และภาพแปลกตาของพิธีกรรมความเชื่อของร่างทรงที่แฝงอยู่ในชีวิตของคนได้อย่างน่าทึ่ง ฉากหลังเป็นตัวละครสำคัญอีกตัวหนึ่งที่ขาดไปรับรองหนังมีกร่อยลงแน่ ๆ

และต้องบอกว่าดีไซน์ของทีมงานคนไทยของเรื่องร่างทรงไม่ใช่ย่อยๆ  คนรีวิวหนัง จะไม่รีวิวตรงจุดนี้ก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะฉากหุบผาที่สถิตของรูปปั้นย่าบาหยัน รวมถึงตึกร้างที่รากไม้ชอนไชเป็นทรวดทรงน่าขนลุก นี่คือ 2 ฉากเด่น ที่แค่เห็นไม่ต้องเอาดนตรีหรืออะไรเข้าช่วยก็ชวนขนลุกแล้ว พอประกอบกับดนตรีที่สร้างอารมณ์ร่วมมากๆ คนรีวิวหนังการันตีความน่ากลัว

 

ร่างทรง

 

การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง

คนรีวิวหนัง ขอพูดถึงด้านการถ่ายทำ เรื่องร่างทรง ใช้สูตรการเล่าเรื่องแบบ Mockumentary หรือ หนังสารคดีล้อเลียน ที่เป็นหนังที่ซ้อนสารคดีไปในตัว ถือว่าเป็นการใช้สูตรที่ค่อนข้างท้าทายพอสมควร เพราะการเล่าเรื่องด้วยวิธีนี้มีหนังหลายเรื่องนำมาใช้และตกม้าตายไปก็หลายหนแล้วเช่นกัน แต่ ร่างทรง ก็เปิดตัวมาได้ค่อนข้างน่าสนใจ ด้วยการแนะนำเป็นการถ่ายทำสารคดีที่ตามชีวิต ป้านิ่ม ร่างทรงย่าบาหยัน ที่เป็นคนสืบทอดร่างทรงนี้ในรุ่นปัจจุบัน หนังดำเนินเรื่องในช่วงแรกได้อย่างกลมกล่อมและน่าสนใจพอตัว ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าชีวิตป้านิ่มและสิ่งที่เธอทำนั้นค่อนข้างอยากให้คนใฝ่รู้

แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเป็นข้อดีหลักๆ เพียงอย่างเดียวในหนังเรื่องร่างทรงนี้ที่ทำออกมา ในขณะที่หนังเดินเรื่องมาได้สัก 15-20 นาทีแรกกับโจทย์ที่ค่อนข้างน่าสนใจ ก่อนจะค่อยๆ เลอะเลือนประเด็นเบนไปอีกทางที่ไกลออกไป เมื่อหันไปโฟกัสเรื่องราวของหลานสาวที่ชื่อ มิ้งค์ กับพฤติกรรมแปลกประหลาดของเธอที่ค่อนข้างเปลี่ยนไป ที่ยังคงหยิบความหลักแนวคิดความเชื่อทางศาสนามาเป็นเส้นกั้นบางๆ โดยใช้พุทธศาสนาและคริสต์ศาสนา เข้ามาขนานเคียงข้างไปกับความเชื่อเรื่องภูติผี

เรื่องราวของมิ้งค์ในเรื่อง ร่างทรง ช่วงเกริ่นแรกๆ คนรีวิวหนังมองว่า ก็ยังพอดูได้ แต่ยิ่งเป็นหนักเข้า ก็พลอยทำให้ภาพรวมของเรื่องร่างทรงเริ่มสั่นคลอนและสะเปะสะปะรุงรังไปหมด สุดท้ายก็ยังคงหยิบยกเอาสูตรสำเร็จหนังผีเดิมๆ ที่จีดีเอชเคยทำมาแล้ว อีกทั้งยังไปหยิบยืมองค์ประกอบของหนังแนวๆ นี้มาใช้สร้างสมดุลให้กับหนัง หลายคนอาจจะรู้สึกว่าหนังค่อยๆ ไต่ระดับความพีคในเรื่องราวยิ่งขึ้นไป แต่คนรีวิวหนังกลับมองว่าหนังยิ่งเละเทะยิ่งขึ้นๆ มากกว่า

มารีวิวหนังในช่วงสุดท้ายของเรื่อง ร่างทรง ทุกอย่างเหมือนกำลังพยายามจะทำให้คนดูรู้สึกตกตะลึงและหวาดผวากับตัวหนัง คน รีวิวหนัง กลับรู้สึกว่า หนังพาคนดูมาไกลมาก เมื่อลองเหลียวมองหันหลังกลับไปดูจุดเริ่มต้นที่หนังได้สั่งสมเอาไว้เสียดิบดี มันก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาเสียดื้อๆ 

คนรีวิวหนัง ขอพูดถึงด้านการเลือกนักแสดง ต้องยอมรับฝีไม้ลายมือของทีมนักแสดงในหนังเรื่องร่างทรง ที่เป็นความฉลาดที่ไม่เลือกใช้ดาราที่มีชื่อเสียงมาถ่ายทอดเรื่องนี้ การใช้นักแสดงโนเนมมาสวมบทบาทก็ทำให้คนดูรู้สึกเข้าถึงคาแรกเตอร์ต่างๆ ได้ดี ต้องปรบมือให้กับ “ญดา นริลญา” ที่แม้ว่าจะเป็นนักแสดงสาวที่เคยมีผลงานเล่นซีรีส์มาบ้างประปราย แต่มาในเรื่องร่างทรง ต้องเจองานหินแต่เธอก็สู้ไม่หวั่นเช่นกัน คาแรกเตอร์ของเธอค่อนข้างหนักหน่วงพอสมควร ทั้งแอคติ้งเป็นคนทั่วไปก็ว่ายากแล้ว นี่ต้องมาเล่นเป็นคนไม่ปกติ และสีหน้า-แววตาทางการแสดงของเธอ คนรีวิวหนัง ขอยกนิ้วให้เลย

แต่ดาวเด่นจริงๆ ในหนัง คนรีวิวหนัง ต้องยกนิ้วให้กับการแสดงของ “สวนีย์ อุทุมมา” แม้ว่าเราจะเห็นเคยเธอรับบทตัวประกอบ-ตัวละครสมทบอยู่บ่อยๆ แต่ฝีมือการแสดงของเธอนั้น เทียบชั้นครูได้เลย ทุกๆ ฉากที่มีเธอปรากฏตัวขึ้นมาในหนังนั้น มีพลังอย่างเหลือล้น เธอจึงกลายเป็นตัวละครที่ช่วยพยุงหนังเอาไว้ได้อย่างแท้จริง เป็นการแสดงที่ปลดปล่อยออกมาในรูปแบบน้อยแต่มาก ทั้งอินเนอร์และท่าทางออกมาเองโดยอัตโนมัติ ทำให้เราเชื่อว่า เธอคือร่างทรงจริงๆ ต้องยกนิ้วให้เลย

นอกจากนี้ รีวิวหนัง ต้องปรบมือให้กับนักแสดงทุกคนที่ถ่ายทอดเรื่องราวของร่างทรงได้สมบทบาท ทั้งตัวรอง ตัวประกอบ (เนี้ยบยันตัวประกอบนี่สำหรับหนังไทยคือคุณภาพสูงมาก) และบทหนังที่ปั่นหัวคนดูไปมา มันจึงเป็นหนังที่มีพลังสูงมาก

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่คงต้องชื่นชมและรีวิวหนังเรื่องร่างทรง ก็คงจะเป็นงานออกแบบศิลป์ในฉากต่างๆ พิธีกรรมที่จัดฉากขึ้นมาดูมีมนต์ขลังในแบบที่ไม่ต้องพยายาม ทีมงานทำการบ้านในเรื่องนี้ค่อนข้างน่าพอใจ ยิ่งมาผนวกกับบรรยากาศโลเคชันป่าฝนริมโขง แถวพื้นที่ จ.เลย และภาคอีสานตอนบน ยิ่งเพิ่มโทนบรรยากาศของหนังให้ดูมีความเลื่อมใสอยู่ไม่น้อย

 

สรุป

การรีวิวหนังครั้งนี้ เอาเป็นว่าในภาพรวมนั้น ร่างทรง ยังไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบใดๆ การใช้สูตร Mockumentary ของหนังเกือบจะล้มเหลว ในขณะที่บทหนังก็ดูยังไม่แข็งแรงเพียงพอ หนังพยายามบิ้วท์ความกลัวและความสยองขวัญมากเกินไป เปิดเรื่องมาด้วยประเด็นที่ชัดเจนและน่าสนใจ แต่ดันเบนเข็มไปแตะต้องสูตรสำเร็จความน่ากลัวแบบเดิมๆ ที่ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกบันเทิงตามด้วยสักเท่าไหร่ ส่วนครั้งหน้าคนรีวิวหนังจะมารีวิวหนังหรือซีรีส์เรื่องอะไร อย่าลืมติดตามกัน